ประเด็นปัญหา
มาตรา 65 ตรี
(5) และมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร
บริษัท
ฟ. จำกัด (บริษัทฯ)
ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และถือหุ้นในบริษัทผลิตไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก แจ้งว่า บริษัทฯ ได้จัดตั้งสายงานพัฒนาธุรกิจ
(Business Development) เพื่อหาโอกาสและช่องทางการลงทุนและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่
ๆ โดยหากโครงการใดมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ บริษัทฯ
จะเข้าซื้อหุ้นของโครงการนั้น ๆ
หรืออาจจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นใหม่เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในแต่ละภูมิภาคแยกต่างหากจากกัน และบริษัทฯ
อาจถือหุ้นในบริษัทลูกทั้งจำนวนหรือร่วมกับนักลงทุนรายอื่น ๆ ก็ได้
บริษัทฯ ได้หารือเกี่ยวกับภาระภาษีอากรดังต่อไปนี้
1. บริษัทฯ
ลงทุนในต่างประเทศโดยถือหุ้นทั้งหมดในบริษัท ก. จำกัด (E) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศบริติช เวอร์จิน
ไอร์แลนด์ ทั้งนี้ E ดำเนินธุรกิจเป็น Offshore Holding Company โดยได้เข้าถือหุ้นร้อยละ
40 ในบริษัท ค.
ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ และบริษัท ค. ได้เข้าไปลงทุนถือหุ้นในบริษัทต่าง
ๆ ในประเทศฟิลิปปินส์อีกทอดหนึ่ง ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2547 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนในต่างประเทศ
เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี
ดังนั้น
ในกรณีที่บริษัทฯ ได้รับเงินปันผลจาก E ซึ่งเป็นเงินปันผลที่จ่ายจากบริษัท
ค. ในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 32 และระยะเวลาการถือหุ้นของบริษัทฯ ใน E เกิน 6
เดือน บริษัทฯ เข้าใจว่า เงินปันผลที่บริษัทฯ ได้รับจาก E ตามข้อเท็จจริงข้างต้น เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมติคณะรัฐมนตรี
เดือนสิงหาคม 2547 ถูกต้องหรือไม่
2. บริษัทฯ มีรายได้ตามที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี
2546 ทั้งนี้ รายได้ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2546 ดังกล่าว ประกอบด้วยรายได้ค่าบริการและรายได้อื่น ๆ
ซึ่งถือเป็นรายได้จากกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งถือเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น บริษัทฯ
จะต้องทำการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร
ทั้งนี้ บริษัทฯ เข้าใจว่า บริษัทฯ
จะต้องใช้เกณฑ์เงินสดในการนำรายได้ค่าบริการที่ได้รับจากกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อของบริษัทฯ
กล่าวคือในกรณีที่บริษัทฯ
ยังมิได้รับชำระเงินค่าบริการหรือค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว บริษัทฯ
ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องนำรายได้ที่ยังมิได้รับชำระนั้น มารวมเป็นเป็นรายได้เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อของบริษัทฯ
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด
นอกจากรายได้ดังกล่าวแล้ว
บริษัทฯ ยังได้รับเงินปันผล ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากบริษัทย่อย/บริษัทร่วม/กิจการร่วมค้า
กำไรจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ ส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยน (ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ) และดอกเบี้ยที่ได้รับตามข้อ
4(2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว
ซึ่งบริษัทฯ เข้าใจว่าบริษัทฯ
ไม่มีหน้าที่ต้องนำรายรับดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้ ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวในการเฉลี่ยภาษีซื้อตามกฎหมายแต่อย่างใด
3. เงินเดือนของพนักงานบริษัทฯ
ในสายงานพัฒนาธุรกิจ ค่าเสื่อมราคาอาคารสำนักงานใหญ่ (ซึ่งบริษัทฯ
ใช้เป็นปกติวิสัย) ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายตามปกติทั่วไป
สำหรับสายงานพัฒนาธุรกิจซึ่งเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด บริษัทฯ
สามารถนำมาตัดเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีอากรได้ทันทีในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ๆ เนื่องจากมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี
(5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด ดังนั้น บริษัทฯ
ไม่จำต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าว มาตั้งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนโครงการ
เพื่อบันทึกเป็นมูลค่าหุ้นในบริษัทลูกเมื่อมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่หรือหลังการจัดตั้งบริษัทลูก
และไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ถูกต้องหรือไม่
4. ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการใหม่
ๆ นั้น บริษัทฯ เข้าใจว่า บริษัทฯ จะต้องนำรายจ่ายดังกล่าว
มาบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าหุ้นในโครงการดังกล่าว
และจะนำมาตัดเป็นรายจ่ายได้เมื่อบริษัทฯ จำหน่ายหุ้นดังกล่าวออกไปตามมาตรา 65
ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร อนึ่ง
ในกรณีที่โครงการที่บริษัทฯ ศึกษาความเป็นไปได้นั้น
ไม่ประสบความสำเร็จและถูกยกเลิกก่อนที่จะมีการลงทุนในหุ้น บริษัทฯ
สามารถนำค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่าง ๆ
มาตัดเป็นรายจ่ายจากการประกอบกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการล้มเลิกโครงการดังกล่าวได้
ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีสินทรัพย์ใด ๆ ให้บันทึกเป็นต้นทุนอีกต่อไป
5. ในกรณีที่บริษัทฯ
ได้กู้ยืมเงินโดยการออกหุ้นกู้ขายให้แก่นักลงทุนจำนวน 5,000 ล้านบาท
โดยมีวัตถุประสงค์แรกเริ่มเพื่อนำมาลงทุนซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่
แต่เนื่องจากความล่าช้าของโครงการและอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้บริษัทฯ
ไม่สามารถนำเงินไปลงทุนได้ทันที ดังนั้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ บริษัทฯ
จึงนำเงินกู้ยืมไปหาผลประโยชน์โดยลงทุนในตราสารประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินและบัญชีเงินฝากประจำและเผื่อเรียกซึ่งมีผลให้บริษัทฯ
ได้รับรายได้จากเงินลงทุนและต้องนำรายได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
บริษัทฯ เข้าใจว่า บริษัทฯ
จะต้องนำดอกเบี้ยจ่ายของเงินกู้ยืมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่บริษัทฯ
นำเงินกู้ยืมดังกล่าว
ไปลงทุนในตราสารและในบัญชีเงินฝากมาตัดเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาที่บริษัทฯ
มีดอกเบี้ยรับตามหลักการจับคู่รายได้รายจ่ายตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
ถูกต้องหรือไม่
6. เมื่อบริษัทฯ
นำเงินกู้ยืมไปลงทุนในหุ้นโรงไฟฟ้าแห่งใหม่แล้ว
ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในหุ้นนั้น บริษัทฯ
สามารถนำมาคิดคำนวณเป็นรายจ่ายได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ
และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
นับแต่วันได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น ถูกต้องหรือไม่
7. ในกรณีที่บริษัทฯ (หรือบริษัทในเครือของบริษัทฯ) ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือกึ่งหนึ่ง
(เช่น ร้อยละ 15) ตามมาตรา 35(2)
แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.
2520 และมีกำไรสุทธิจากกิจการดังกล่าว บริษัทฯ
ย่อมสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากกิจการซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ
(ร้อยละ 25 หรือร้อยละ 30 ตามแต่กรณี) มาหักในการคำนวณกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับลดหย่อนอัตราภาษีดังกล่าวได้ตามนัยของมาตรา
65 ตรี (12)
แห่งประมวลรัษฎากร
และเมื่อหักผลขาดทุนดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ ยังมีกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนเหลืออยู่
บริษัทฯ
จึงมีหน้าที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิคงเหลือในอัตรากึ่งหนึ่งตามเงื่อนไขที่ปรากฏในบัตรส่งเสริม
ถูกต้องหรือไม่
แนววินิจฉัย
1. เนื่องจากกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศ
ยังไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น กรณีที่บริษัทฯ
ได้รับเงินปันผลจากการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่างประเทศ บริษัทฯ
จึงต้องต้องนำเงินปันผลดังกล่าว
มารวมคำนวณเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
โดยยังไม่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่อย่างใด
2. เนื่องจากประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)ฯ
ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการเฉลี่ยภาษีซื้อในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น
รายได้ของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำมาคิดสัดส่วนในการเฉลี่ยภาษีซื้อตามข้อ
2 ของประกาศฉบับดังกล่าว
จึงต้องคิดจากรายได้ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในแต่ละปี
ฉะนั้นกรณีที่บริษัทฯ ใช้เกณฑ์การได้รับชำระค่าบริการ (เกณฑ์เงินสด)
ตามมาตรา 78/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในการคิดจำนวนรายได้ของค่าบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
และที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละปี จึงถูกต้องแล้ว
สำหรับรายได้ประเภทเงินปันผลจากการลงทุนในบริษัทย่อย
ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า กำไรจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
และดอกเบี้ยที่เข้าลักษณะตามข้อ 4(2) วรรคสอง
ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่
29)ฯ ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 153)ฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.
2546 นั้น รายได้ดังกล่าวเป็นรายได้ที่บริษัทฯ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในการเฉลี่ยภาษีซื้อตามข้อ
3 ของประกาศฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ ตามข้อ 4(2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว
3. กรณีเงินเดือนของพนักงานบริษัทฯ
ในสายงานพัฒนาธุรกิจ ค่าเสื่อมราคาอาคารสำนักงานใหญ่ซึ่งบริษัทฯ ใช้เป็นปกติวิสัย
ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายตามปกติทั่วไป สำหรับสายงานพัฒนาธุรกิจ
เนื่องจากรายจ่ายต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นรายจ่ายตามปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
และไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทฯ
จึงมีสิทธินำรายจ่ายต่าง ๆ ดังกล่าว มาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่รายจ่ายดังกล่าวเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ไม่ว่ารายจ่ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการจัดตั้งบริษัทลูก และไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม
4. กรณีค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการใหม่
ๆ นั้น เนื่องจากรายจ่ายดังกล่าว มีลักษณะเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ
และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทลูกในแต่ละโครงการ ดังนั้น
บริษัทฯ จึงต้องนำรายจ่ายดังกล่าวมาบันทึก
เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในแต่ละโครงการ
โดยถือเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร
อนึ่ง
หากโครงการที่บริษัทฯ ศึกษาความเป็นไปได้ ไม่ประสบความสำเร็จและถูกยกเลิกก่อนที่จะมีการลงทุนในหุ้น
บริษัทฯ
สามารถนำค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการล้มเลิกโครงการดังกล่าว
เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีสินทรัพย์ใด ๆ ให้บันทึกเป็นต้นทุนอีกต่อไป
5. บริษัทฯ
จะต้องนำรายได้จากการลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงินและรายได้จากบัญชีเงินฝากดังกล่าว
มารวมคำนวณเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ
30 ของกำไรสุทธิตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
และโดยที่มาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
กำหนดให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้
มารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ดังนั้น บริษัทฯ
จึงต้องนำดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่บริษัทฯ
นำเงินที่ได้มาจากการออกหุ้นกู้ไปลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงินและในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวด้วย
6. กรณีที่บริษัทฯ
นำเงินกู้ยืมไปลงทุนซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่แล้ว บริษัทฯ
มีสิทธินำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่บริษัทฯ
ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น
มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ได้
โดยไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร
7. บริษัทฯ
สามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากกิจการซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ
(ร้อยละ 25 หรือร้อยละ 30 ตามแต่กรณี) มาหักในการคำนวณกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับลดหย่อนอัตราภาษีดังกล่าวได้ตามนัยของมาตรา
65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร
และเมื่อหักผลขาดทุนดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ
ยังมีกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนเหลืออยู่ บริษัทฯ
จึงมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิคงเหลือในอัตรากึ่งหนึ่งตามเงื่อนไขที่ปรากฏในบัตรส่งเสริม
ทั้งนี้ ตามนัยข้อ 3 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง
การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.
2530
(กค
0706/7430 ลว. 2 กันยายน 2548 68/33546)
48cit069